
เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงยังไม่ดับดี ภัทรก็ยืนอึ้งอยู่หน้าห้องกระจกใสของแผนกใหม่ เสียงแอร์เบา ๆ ผสมกับเสียงพนักงานคุยกันอยู่ห่าง ๆ แต่เขาไม่ได้ยินอะไรเลย ราวกับทุกเสียงจมหาย เหลือเพียงภาพตรงหน้า—ชายหนุ่มในชุดเชิ้ตแขนพับสีกรมท่ากำลังเงยหน้าขึ้นจากโน้ตบุ๊ก และสบตาเขาเข้าอย่างจัง
“…ชานนท์”
ชื่อมันหลุดออกมาเบา ๆ ในลำคอ ไม่รู้ว่าเป็นเสียงจริง หรือแค่ในใจ แต่ใจเขาเต้นโครม เหมือนเสียงมันก้องสะท้อนอยู่ในอกตัวเอง
ไม่ใช่ฝัน ไม่ใช่ภาพลวงตา ไม่ใช่แค่คนหน้าเหมือน… มันคือเขาจริง ๆ — ชานนท์ คนรักเก่าที่หายไปจากชีวิตเขาเมื่อห้าปีก่อน
ที่น่าใจหายคือ เขา…ใส่แหวนแต่งงาน
แต่ตอนนี้ ยังไม่ใช่เวลาที่จะคิดไกล เพราะ—
“คุณภัทรใช่ไหมครับ?” เสียงทุ้มนิ่งถามข้ามโต๊ะ ประโยคนั้นมีแต่ความเป็นมืออาชีพ แต่ดวงตานั่น…ดวงตาที่จ้องเขาไม่ละ มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใน ร้อนแรง และไม่ใช่ความเย็นชาของหัวหน้า
“ครับ ผม…เพิ่งย้ายมา”
ชานนท์พยักหน้าน้อย ๆ ดวงตายังไม่หลบเลี่ยง แม้แต่ตอนที่มือเอื้อมไปหยิบแฟ้มจากโต๊ะด้านข้างแล้วลุกขึ้นเดินมาใกล้
“ผมชานนท์ หัวหน้าแผนกนี้ ฝากตัวด้วยนะครับ”
มือที่ยื่นมาตรงหน้าดูสุภาพเรียบร้อย แต่นิ้วเรียวยาวกับแหวนโลหะสีเงินที่นิ้วนางข้างซ้ายกลับสะกดตาภัทรจนเผลอชะงัก
มือขวาของเขายื่นออกไปสัมผัสมืออีกฝ่ายแผ่วเบา ราวกับกลัวไฟลุก—แต่เป็นความร้อนที่เริ่มสุมอยู่ภายใน
—
ออฟฟิศใหม่ของภัทรอยู่ติดกับโต๊ะหัวหน้า ห้องกระจกใสบางเฉียบไม่มีม่านปิด นั่งทีไรก็รู้สึกเหมือนถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันก็ใช่ เพราะตลอดวัน เขารู้สึกได้ถึงสายตาของชานนท์ ที่มักเลื่อนมาแอบมองเขาเสี้ยววินาที แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ใจภัทรไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยเรียน
มันเคยแตก และยังมีรอยร้าว
เขาแอบหันไปมองโต๊ะหัวหน้าอีกครั้ง…ภาพชานนท์ก้มลงเซ็นเอกสาร ข้อมือขาวสะอาดโผล่พ้นแขนเสื้อ เผยให้เห็นเส้นเลือดสีจางน่ามอง—เหมือนเดิมทุกอย่าง
เหมือนวันแรกที่เคยหลงรักกันในห้องสมุดมหา’ลัย
แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
รวมถึงความรู้สึก ที่ไม่ใช่แค่ “ใจสั่น” เหมือนเมื่อก่อน…แต่มันปนเปื้อนด้วยแรงปรารถนา
—
หลังเลิกงาน ภัทรตั้งใจอยู่ต่อเพื่อจัดโต๊ะ ทำทีว่าอยากเริ่มต้นงานใหม่ให้ดี แต่ความจริงคือ…เขาอยากจะหนี หัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะ เพราะกลัวจะเผลอหลุดพูดอะไรโง่ ๆ ออกไป
“ยังไม่กลับเหรอครับ?”
เสียงของคนที่นึกว่าออกไปแล้วดังมาจากข้างหลัง และเพียงเสี้ยววินาทีที่เขาหันกลับไป ดวงตาก็จ้องสบกันอีกครั้งอย่างจัง
“ผมเห็นคุณยังไม่กลับเลยแวะมาดู”
“ผมแค่…จัดของนิดหน่อยครับ”
ชานนท์ยิ้มบาง ๆ แล้วเดินเข้ามาใกล้เกินกว่าจะเป็นแค่การทักทายของหัวหน้า กับลูกน้องใหม่
“โต๊ะจัดเรียบร้อยแล้วนี่ครับ แต่คุณยังไม่ยอมลุกเลย”
ภัทรไม่ตอบ กลืนน้ำลายฝืดลงคอ มือกำปากกาแน่นเหมือนจะเอาไว้ป้องกันตัวจากบรรยากาศประหลาดที่กำลังโอบรัด
เขาควรลุกเดินหนีไป
แต่ร่างกายกลับเหมือนถูกตรึงไว้กับเก้าอี้
“…ห้าปีแล้วสินะ” เสียงนั้นต่ำลงอย่างน่าอันตราย “ผมคิดว่าคุณอาจจะลืมไปแล้ว”
“ผมไม่ลืม…” คำตอบหลุดจากปากโดยไม่ทันตั้งใจ
ทั้งคู่เงียบไปอึดใจ ดวงตาจ้องกันราวกับจะทดสอบว่าใครจะหันหนีก่อน
และสุดท้าย ภัทรก็เป็นฝ่ายแพ้—เขาก้มหน้าหลบตา พลางลุกขึ้นอย่างรีบร้อน หัวใจเต้นถี่เหมือนหนีจากสนามรบ
แต่ก่อนที่เขาจะได้เดินพ้นออกไป เสียงของชานนท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“…ดีใจที่ได้เจอคุณอีกนะ ภัทร”
เสียงทุ้มนั่นยังไล้ผ่านหู เขาไม่กล้าหันกลับไปดูว่าเจ้าของเสียงนั้นมีสีหน้ายังไง…แต่แผ่นหลังของเขา ร้อนวูบวาบ เหมือนโดนจ้องมองจนไฟลามขึ้นมา
—
คืนนี้ เขาคงนอนไม่หลับแน่
และยิ่งคิดถึงวันพรุ่งนี้…ที่ต้องเจอหน้ากันทุกวัน ใกล้กันแค่นี้
ร่างกายของเขา…ก็ยิ่งตอบสนองไม่รู้ตัว
หัวใจเต้นแรงจนเจ็บอก เหงื่อซึมตรงต้นคอ ความรู้สึกที่ควรถูกฝังไปแล้วกลับตื่นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ไม่ใช่แค่ใจที่สั่น
แต่ร่างกายของเขา…เริ่มร้อนและโหยหา
…เหมือนครั้งสุดท้ายที่ได้แตะต้องกัน
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่หอพักมหา’ลัย
ครั้งนี้…เขาคือหัวหน้า
และเขาคือคนที่ “โดนทิ้ง” ในตอนนั้น
—
(อ่านต่อในตอนที่ 2: คำทักทายที่ไม่มีใครกล้าพูด)
